ภาพบรรยากาศการทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาโรงเรียนสันกำแพง โดยมีนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกอบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการสถานศึกษา
29 กรกฎาคม - วันภาษาไทยแห่งชาติ ,
ความเป็นมา
คณะ กรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย และเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความ สำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” และ “วันสื่อสารแห่งชาติ” เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ
ภาพจาก : oknation.net
เหตุผลเพราะ
ประเทศ ไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ สมควรจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป
ทั้ง นี้ในยุคปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกิดเทคนิคใหม่ ๆ ในการติดต่อสื่อสาร มี่มุ่งเน้นความสะดวกรวดเร็ว ส่งผลให้ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางสำคัญในการติดต่อและผูกพันต่อการดำรงชีวิต ประจำวันของคนไทยได้รับผลกระทบ ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ทำให้ภาษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง สภาพการณ์เช่นนี้หากไม่เร่งรีบหาทางแก้ไขและป้องกันเสียแต่เนิ่น ๆ การใช้ภาษาไทยของเราก็จะยิ่งเสื่อมลง จะส่งผลเสียหายต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยเป็นทวีคูณ
ทำไม จึงได้กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ”
เพราะ วันดังกล่าว ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธาน และทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ทรงเปิดการอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาการใช้คำไทย” ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปรายอย่างดีเยี่ยม แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทย เป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว และในโอกาสต่อ ๆ มาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใย ในภาษาไทยอีกหลายโอกาส เช่น ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับปัญหาในการใช้ภาษาไทยของประชาชนชาวไทยใน ปัจจุบัน ในวโรกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการและองค์กรเอกชนเข้าเฝ้าถวายชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2535 นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงย้ำให้ประชาชนชาวไทยตระหนักถึง ความสำคัญของภาษาไทยและพระราชทานแนวความคิดในการอนุรักษ์ภาษาไทยในโอกาสต่าง ๆ อยู่เสมอ ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ คือ เป็นที่ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาญาณและพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทย ทรงรอบรู้ปราดเปรื่องถึงรากศัพท์ของคำไทย คือ ภาษาบาลีและสันสกฤต ทรงพระอุตสาหะวิริยะแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยที่ สมบูรณ์ด้วยลักษณะวรรณศิลป์ มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าเป็นคติในการเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการใช้ภาษาไทย ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระราชนิพนธ์แปลบทความเรื่องสั้น ๆ หลายบท และพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่สุดมิได้แก่วงการ
วัตถุ ประสงค์
1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย
2.เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542
3. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณ ค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติ ไทยตลอดไป
4. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้มี สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น
5. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่าง ๆ ไปสู่สาธารณชนทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ
ประโยชน์ ที่ได้รับจากการมี “ วันภาษาไทยแห่งชาติ ”
คาด ว่าจะมีผลดีสืบเนื่องหลายประการ คือ
1.การ มี “วันภาษาไทยแห่งชาติ” จะทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเตือน เผยแพร่ และเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของ “ภาษาประจำชาติ” ของคนไทยทุกคน และร่วมมือกันอนุรักษ์การใช้ภาษาไทยให้มีความถูกต้องงดงามอยู่เสมอ
2.บุคคล ในวงวิชาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย โดยเฉพาะในวงการศึกษา และวงการสื่อสาร ช่วยกันกวดขันดูแลให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม มิให้ผันแปรเปลี่ยนแปลง จนเกิดความเสียหายแก่คุณลักษณะของภาษาไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
3.ผล สืบเนื่องในระยะยาว คาดว่าปวงชนชาวไทยทั่วประเทศจะตื่นตัวและสนใจที่จะร่วมกันฟื้นฟู ทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์และสมบัติวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทย ตลอดไป
กิจกรรม
เชิญ ชวนให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดกิจกรรมเนื่องใน “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ในวันภาษาไทยแห่งชาติ โดยจัด ในวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการจัดนิทรรศการ, การอภิปรายทางวิชาการ, การประกวดแต่งคำประพันธ์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง การขับเสภา การเล่านิทาน ฯลฯ,
29 กรกฎาคม 2133 วันขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
จอม คน ยอดนักรบ แห่งแผ่นดิน
พระ มหากษัตริย์ผู้ทรงทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน
ใน การกอบกู้เอกราชให้แผ่นดิน "สงครามยุทธหัตถี"
เดิมพัน อันยิ่งใหญ่ หมายถึงชีวิต หมายถึงแผ่นดิน
ที่ พระองค์ไม่อาจปราชัย พระราชประวัติของพระองค์
สมควร ค่ายิ่งแก่การเทิดพระเกียรติ
พระ ราชประวัติโดยย่อ
สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชหรือที่ชาวบ้านทั่วไปในครั้งนั้นเรียกว่า " พระองค์ดำ " สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชสมภพที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2098 ในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ราชวงศ์สุโขทัย และสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรีย์ พระราชนนี ราชวงศ์สุวรรณภูมิทรงมีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชา คือ พระสุพรรณกัลยาณี และสมเด็จพระเอกาทศรถ ตามลำดับ
เมื่อ สมเด็จพระนเรศวรมีพระชนมายุ 50 พรรษาทรงประชวรเป็นหัวละลอกขึ้นที่แสกพระพักตร์ ขณะเสด็จไปตีกรุงอังวะและประทับแรมอยู่ที่ตำบลทุ่งแก้ว แขวงเมืองหาง และเสด็จสวรรคตเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปี มะเส็ง พ.ศ.2148
พระ ราชกรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญ
พ.ศ.2107 พระชนมายุ 9 พรรษา สมเด็จพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ พม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยา ทรงถูกนำไปเป็นตัวประกัน ณ กรุงหงสาวดี ประทับ 6 ปี
พ.ศ.2113 พระชนมายุ 15 พรรษา เสด็จฯ กลับจากกรุงหงสาวดี
พ.ศ.2114 พระชนมายุ 16 พรรษา เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก มีอำนาจบัญชาการหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง
พ.ศ.2117 พระชนมายุ 19 พรรษา ทรงยกทัพไปพร้อมกับสมเด็จพระราชบิดา เพื่อสมทบกับทัพหลวงตีเมืองเวียงจันทน์
พ.ศ.2121 พระชนมายุ 23 พรรษา ทรงเรือพระที่นั่งไล่กวดจับพระยาจีนจันตุที่ลงเรือหนีไปปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในการสู้รบครั้งนั้น พระองค์ทรงแสดงความกล้าหาญอย่างยอดเยี่ยม
พ.ศ.2122 พระชนมายุ 24 พรรษา ทรงเป็นแม่ทัพต่อสู้กับพระทศราชาซึ่งคุมกองทัพเขมรเข้ามาตีโคราชและหัวเมือง ชั้นใน และทรงได้รับชัยชนะทั้งที่ทรงมีกำลังทหารน้อยกว่า
พ.ศ.2124 พระชนมายุ 26 พรรษา พระเจ้ากรุงหงสาวดีสวรรคตได้เสด็จฯ ไปกรุงหงสาวดีในพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ องค์ใหม่แทนพระราชบิดา
พ.ศ.2126 พระชนมายุ 28 พรรษา ได้เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเมืองหงสาวดีไปตีเมืองลุม เมืองคัง ในรัฐไทยใหญ่ ตามคำสั่งของพม่า
พ.ศ.2127 พระชนมายุ 29 พรรษา ทรงประกาศอิสรภาพของไทย ณ เมืองแครง พระเจ้ากรุงหงสาวดีให้สุระกำมายกกองทัพตามมาไล่จับสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ทรงยิงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงถูกสุระกำมา แม่ทัพพม่าตายและทรงได้รับมอบอำนาจให้บัญชาการบ้านเมืองสิทธิ์ขาดแต่ผู้ เดียว
สงคราม ไทยกับพม่า พระยาพะสิมยกกำลัง 130,000 คนมาทางเมืองสุพรรณบุรี พระเจ้าเชียงใหม่มาทางเหนือตีพม่าแตกกลับไป
พ.ศ.2128 สงครามไทยกับพม่า ทรงสู้รบกับพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ พม่า 150,000 คน ไทย 80,000 คน ไทยตีทัพพม่าแตกกลับไป
พ.ศ.2129 สงครามไทยกับพม่า พระเจ้าหงสาวดียกกำลังทหาร 250,000 คน มาล้อมกรุงอยู่ 6 เดือน ไทยมีกำลัง 80,000 คน ตีขับไล่พม่าจนต้องถอยทัพกลับไป ไม่สามารถเข้าถึงกำแพงพระนครได้
พ.ศ.2133 พระชนมายุ 35 พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาสวรรคต พระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 ทรงสถาปนาพระเอกาทศรถ เป็นพระมหาอุปราชา และมีพระเกียรติยศสูงเสมอพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง
สงคราม ไทยกับพม่า พระมหาอุปราชายกมาครั้งแรกที่สุพรรณบุรี พม่า 300,000 คน ไทยมีกำลัง 80,000 คน ตีพม่าแตกพ่ายไป จับพระยาพะสิมแม่ทับพม่าที่จระเข้สามพันธุ์
พ.ศ.2135 พระชนมายุ 37 พรรษา สงครามยุทธหัตถี พม่า 240,000 คน ไทย 100,000 คน รบกันที่เมืองสุพรรณบุรี ทรงมีชัยชนะฟันพระมหาอุปราชามังกะยอชวาแห่งกรุงหงสาวดี ด้วยพระแสงของ้าวสิ้นพระชนม์ เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135
สงคราม เมืองทะวาย ตะนาวศรี ไทย 100,000 คน ตีได้เมือง
พ.ศ.2136 สงครามเมืองเขมร ไทย 130,000 คน เขมร 75,000 คน ไทยตีได้เมืองเขมร
พ.ศ.2137 สมครามไทยกับพม่า ไทยตีได้หัวเมืองมอญ
พ.ศ.2138 สงครามไทยกับพม่า ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีครั้งที่ 1 ไม่สำเร็จ ไทยมีกำลัง 120,000 คน
พ.ศ.2142 สงครามไทยกับพม่า ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีได้สำเร็จ ไทย 100,000 คน แล้วไปล้อมเมืองตองอูอยู่ 2 เดือน เสบียงอาหารหมดต้องยกทัพกลับ
พ.ศ.2146 สงครามเมืองเขมร ได้เมือง
พ.ศ.2147 สงครามครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปตีกรุงอังวะ ไทย จำนวน 200,00 คน แต่ทรงประชวร และเสด็จสวรรคตเสียก่อน
สงคราม ยุทธหัตถี
สมเด็จ พระนเรศวรทรงก้าวขึ้นครองราชบัลลังค์ได้เพียงไม่นาน 4 เดือนเท่านั้น ก็เผชิญศึกใหญ่ พม่ายกเข้ามารุกรานอีก ในช่วงที่ผลัดแผ่นดินใหม่ ด้วยความเข้าใจว่าอาจเกิดความยุ่งยากขึ้นมาตามธรรมเนียมของบ้านเมือง พม่าได้ยกไพร่พลมาครั้งนี้เป็นทัพใหญ่มีไพร่พลถึง 3 แสน จัดเป็น 2 ทัพ มุ่งเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ สามองค์ เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยาอย่างเร็วพลันไม่ให้ตั้งตัวได้
สมเด็จ พระนเรศวรทรงปรับกระบวนวิธีการรบใหม่ทันที โดยทรงใช้วิธียาตราทัพไปซุ่มรับอยู่ที่สุพรรณบุรี แล้วส่งกองทัพน้อยไปเมืองกาญจนบุรีทำทีเหมือนจะไปรักษาเมือง พม่าหลงกลรุกไล่กองทัพน้อยของไทย ซึ่งถอยหนีหลอกล่อมาทางที่ทัพหลวงซุ่มอยู่
พอ ได้จังหวะ ก็พร้อมกันออกตะลุมบอน ตีพม่าแตกยับถูกทหารไทยฆ่าฟันล้มตายนับไม่ถ้วน ส่วนแม่ทัพคือ พระมหาอุปราชาทรงหนีรอดเงื้อมือไปได้
นับ เป็นชัยชนะศึกใหญ่ต้อนรับการขึ้นสู่ราชบังลังค์ของสมเด็จพระนเรศวรซึ่งเป็น พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของชาวไทย ที่ทำให้ขวัญของชาวไทยในเวลานั้นพลันฮึกเหิมขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ซึ่งทำให้พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนเรศวรเกริกไกรกึกก้องขจรขจาย ไปทั่วทุกทิศานุทิศ ทำให้ไทยก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในย่านคาบสมุทรอินโดจีนแหลมทองของไทยนับ แต่บัดนั้นเป็นต้นมา
โดย การทำสงครามยุทธหัตถีในครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อ วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช 945 ( พ.ศ. 2135) ก่อนที่จะได้ทำสงครามยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรทรงพระสุบินว่าได้ต่อสู้กับจระเข้ใหญ่
**********************************
บรรณานุกรม :
สะเทื้อน ศุภโสภณ.สมเด็จพระนเรศวร มหาวีรราชเจ้า. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ One World, 2547.
ประเทือง แก้วสุข.ใครนำไทย ไป... กรุงเทพฯ : กกกก ก่อกิจการพิมพ์, 2544.
29 กรกฎาคม 2458 วันพระราชทานนาม เมืองว่า “สุราษฎร์ธานี” และ “แม่ น้ำตาปี” แก่ชาวเมืองคนดี
พระ บาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาประทับ แรม บริเวณควนท่าข้าม เมืองไชยา เมื่อครั้งเสด็จเลียบ มณฑลปักษ์ใต้ และได้พระราชทานชื่อเมืองว่า “สุ ราษฎร์ธานี” และ “แม่น้ำตาปี” แก่ชาวเมืองคนดี ตราบเท่าทุกวันนี้.
พระ บาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาประทับ แรม บริเวณควนท่าข้าม เมืองไชยา เมื่อครั้งเสด็จเลียบ มณฑลปักษ์ใต้ และได้พระราชทานชื่อเมืองว่า “สุ ราษฎร์ธานี” และ “แม่น้ำตาปี” แก่ชาวเมืองคนดี ตราบเท่าทุกวันนี้.
พระ ราชประวัติโดยสังเขป พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกษัตริย์ พระองค์ที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 1242 ตรงกับวันที่ 1 มกราคม 2423 เป็นพระราชโอรส พระองค์ที่ 24 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงได้รับพระราชทานนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราวุธ” ขณะทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง เมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ระหว่างที่ประทับอยู่ใน ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหา วชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ได้สวรรคต พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎ ราชกุมาร แทน พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาการทหารบก ที่ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮริสต์ ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และกฎหมาย ที่ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต ในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลราช สมบัติสืบแทน ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระ ปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรง อภิเษกสมรสกับ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้ ประสูติพระราชธิดา คือ “สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้า เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” ต่อมาพระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคทางเดินอาหาร ขัดข้อง และสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 เวลา 1 นาฬิกา 45 นาที พระชนม พรรษาเป็นปีที่ 46 เสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้ 15 พรรษา
ถึง แม้ในรัชสมัยของพระองค์จะมีระยะเวลาเพียง 15 ปี แต่พระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้ประกอบเป็นคุณประโยชน์ ต่อประเทศชาติอเนกอนันต์ ทั้งด้านการศึกษา ได้จัดตั้ง โรงเรียนมหาดเล็กหลวง คือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ใน ปัจจุบัน ทรงตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์, พระราช บัญญัติประถมศึกษา ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การ ศึกษาไทย ที่มีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการ ศึกษา และโปรดเกล้ายกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพ.ศ. 2459 นับเป็นมหาวิทยาลัย แห่งแรกของไทย นอกจากนี้ พระองค์ได้โปรดเกล้าจัดตั้งคลังออมสิน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2456 ซึ่ง ในปัจจุบันได้พัฒนาเป็น ธนาคารออมสิน, เริ่มก่อตั้งบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย, ทรงก่อตั้งกรมอากาศยานทหารบก, วชิรพยาบาล, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, เนติบัณฑิตยสภา, กรมมหรสพ, เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการ เป็นกระทรวงศึกษาธิการ, สถาปนากองเสือป่า ได้พระราชทานคติพจน์แก่ลูกเสือว่า เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ และทรงก่อตั้ง ดุสิตธานี เพื่อเป็น เมืองจำลองการบริหารงานปกครองแบบประชาธิปไตย นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตรา พระราชบัญญัตินามสกุล เมื่อพ.ศ. 2456 นับเป็นการเริ่ม ต้นที่คนไทยได้มีนามสกุลใช้ ทางด้านวรรณศิลป์ ทรงมีพระ ปรีชาสามารถในด้านวรรณกรรม พระราชนิพนธ์ของพระองค์ มีเป็นจำนวนนับพันเล่ม และมีทุกประเภทวรรณศิลป์ ได้แก่ โขน ละคร พระราชดำรัส เทศนาเสือป่า นิทาน สารคดี บทความ ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง และภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
และที่สำคัญซึ่งชาวเมืองคนดีจดจำไม่มีวันลืม และต่างก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ก็คือ วันที่ 29 กรกฎาคม 2458 พระองค์ได้เสด็จมาประทับ แรม บริเวณควนท่าข้าม เมืองไชยา เมื่อครั้งเสด็จเลียบ มณฑลปักษ์ใต้ และได้พระราชทานชื่อเมืองว่า “สุราษฎร์ธานี” และ “แม่น้ำตาปี” แก่ชาวเมืองคนดี ตราบเท่า ทุกวันนี้.
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|
แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 17 กรกฏาคม 2010 เวลา 15:38 น.)
|














